พระธาตุเจดีย์ในเมืองเชียงแสน

(เขียนที่หน่วยศิลปากรที่ 4 อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายเมื่อปี พุทธศักราช 2508)

โดยนายคงเดช   ประพัฒน์ทอง (2508 - 2529)  

 

บรรดาสถูปเจดีย์ต่าง ๆ ทางเมืองเหนือนั้นมักเรียกกันโดยสามัญว่า ธาตุ หรือพระธาตุและไม่เรียกเป็นองค์แต่เรียกเป็นดวง เช่นพระธาตุดวงนั้น หรือพระธาตุดวงนี้ และหรือ พระธาตุสองดวงเป็นต้น ซึ่งการที่เรียกว่า พระธาตุ นั้น เป็นคำเรียกที่ถูกต้องแล้วตรงตามลักษณะอย่างแท้จริง  เพราะบรรดาสถูปและเจดีย์เหล่านั้นสร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิธาตุมีทั้งพระบรมสารีริกธาตุ อรหันต์ธาตุ และแม้แต่ท้าวพระยามหากษัตริย์ที่สิ้นพระชนม์แล้วก็นำพระอัฐิธาตุไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์หรือสถูปนั้น ๆ  ซึ่งตำนานหรือประวัติแห่งการก่อสร้างก็บ่งไว้เช่นนั้น 

โดยเหตุนี้ชาวเมืองเหนือจึงใช้คำว่า ธาตุหรือพระธาตุ สืบมาจนปัจจุบันสมัยแต่ในที่นี้ต้องขอนำเอาคำว่า เจดีย์มาต่อท้ายคำว่าธาตุ โดยเหตุที่ เจดีย์เป็นคำที่เข้าใจกันทั่วไปในภาษาวิชาการทางโบราณคดี  อันแปลได้ว่าสิ่งซึ่งยังความระลึก หรืออาจแปลได้ว่า สถานที่อันเป็นที่รวมแห่งจิตใจ ใคร่ขออธิบายคำว่าเจดีย์กับสถูปเสียด้วย สถูปกับเจดีย์มักจะเรียกร่วมกันอยู่เสมอ แต่หากได้เหมือนกันไม่ สถูปเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับดิน หรือมูลดินที่กองมูนพูนขึ้นมา ซึ่งหมายถึงสถานที่ฝังศพ สถูปนั้นมีฐานะที่จะเป็นเจดีย์ได้ แต่เจดีย์บางอย่างไม่อาจจะเรียกว่าเป็นสถูปได้             

 

ท่านโบราณาจารย์ ได้แบ่งเจดีย์ออกเป็น 4 อย่าง

 

1. ธาตุเจดีย์ หมายถึงเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หรือพระธาตุต่างๆ

2. บริโภคเจดีย์ หมายถึงเจดีย์อันมีความเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้า เช่น สังเวชนียสถาน 

    ทั้ง 4 คือ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ประทานปฐมเทศนา และสถานที่ที่เสด็จดับขันธ

    ปรินิพพาน

3. พระธรรมเจดีย์ หมายถึงพระคัมภีร์ซึ่งแสดงถึงหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

    จักเป็นหนังสือหรือแผ่นจารึกก็ตาม และแม้กระทั่งคำจารึกพระธรรมเหล่านั้นบรรจุไว้  

    ณ สถานที่ใด  ที่นั้นก็ตกอยู่ในฐานะของความเป้ฯพระธรรมเจดีย์ด้วย

4. อุทเทสิกเจดีย์ หมายถึงเจดีย์ที่สร้างขึ้นอุทิศเฉพาะพระพุทธเจ้า เป็นต้นว่า พระพุทธรูป

    พระพุทธบาท และอาสนะ คือเป็นสิ่งที่สร้างขึ้น แล้วอุทิศถวายแด่พระพุทธเจ้า

    โดยเฉพาะนั่นเอง

 

            เรื่องเจดีย์มีมาช้านานก่อนพุทธกาลเสียอีก ต้นไม้ ภูเขาและป่า ตลอดจนสัตว์บางชนิดก็ได้รับความนับถือยกย่องให้เป็นเจดีย์ได้ อย่างนี้มีอยู่ก่อนแล้ว ครั้งเมื่อพระพุทธองค์ทรงประกาศพระศาสนาในประเทศอินเดียสมัยนั้น พระองค์ก็ยอมรับเจดีย์อันเป็นที่เคารพนับถือของหมู่ชนมาแต่เดิม  ดังจะเห็นได้จากพระวิจัยปิฎกที่พระฉันนะโค่นต้นไม้ใหญ่อันเป็นเจดีย์ของหมู่บ้าน เพื่อสร้างวิหาร จึงเป็นเหตุให้ชาวบ้านติเตียนขึ้น พระองค์จึงทรงบัญญัติห้ามโค่นต้นไม้ใหญ่อันเป็นที่นับถือของหมู่บ้าน แต่คำว่าเจดีย์อย่างที่เราเข้าใจกันนั้นไม่ปรากฏว่าพระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้     ณ ที่แหงใดเลย มีแต่ที่พระองค์ตรัสถึงถูปารหะบุคคล คือบุคคลอันควรแก่สถูปเท่านั้น น่าที่เจดีย์ 4 อย่างซึ่งกล่าวมาแล้ว เป็นของที่เกิดขึ้นในชั้นหลังแต่ทั้งนี้ต้องไม่นับถ้อยคำที่กล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าของพระเจ้าปเสนทิโกศล ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า   ถ้อยคำของพระเจ้าปเสนทิโกศลนั้น เป็นธรรมเจดีย์    ดังมีมาในธรรมเจติยสูตร  พระธาตุเจดีย์หรือพระธาตุทางเมืองเหนือที่ถือกันว่าเป็นสถานที่บรรจุอัฐิธาตุ และโดยมากตำนานี่กล่าวถึงก็เรียกว่าพระธาตุด้วยเหมือนกัน แบบอย่างของพระธาตุเจดีย์นี้ มีลักษณะอันน่าจะศึกษากันโดยเฉพาะ ในที่นี้จักขอขีดวงจำกัดเขตของการศึกษาถึงพระธาตุเจดีย์แต่เพียงเมืองเชียงแสนสถานเดียวก่อน อนึ่งใคร่ขอทำความเข้าใจในเรื่องของระยะเวลาของเชียงแสนในชั้นนี้ไว้ว่า ยุติเอาเพียงแค่สมัยพระเจ้าแสนภูเป็นที่สุด

เกินกว่านั้นขึ้นไปแล้วเป็นเรื่องยาก  พบกับความวุ่นวายหลายประการ แม้เพียงยติแค่พระเจ้าแสนภูนี้ ก็ยังไม่วายที่จะต้องทำการวินิจฉัยกัน เพราะสักราชที่พึงจะยึดถือได้จากตำแหน่งต่างๆ นั้น

หาลงรอยกันไม่เป็นต้นว่า ประชุมพงศาวดารภาคที่ 61 กล่าวว่า พระเจ้าแสนภูทรงสร้างเมืองเชียงแสน ในศักราช 650 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 1831 ส่วนพงศาวดารโยนกว่า      พระเจ้าแสนภูทรงสร้างเมืองเชียงแสนเมื่อ จ.ศ. 690 ตรงกับ พ.ศ. 1871  เคลื่อนกันไป 40 ปี เหตุการณ์สร้างเมืองเชียงแสนของพระเจ้าแสนภู ตามหนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ 61 นั้น มีสาระอันควรพิจารณาเพราะระยะเวลาที่สร้างนั้นเป็นไปตามหมายกำหนดการของพระอัยยิกาคือ พ่อขุนเม็งราย และพระราชบิดา คือขุนคราม หรือเจ้าพระยาไชยสงคราม เป็นผู้บัญชาการ ฉะนั้น โดยตำแหน่งเมืองเชียงแสนนี้อาจจะจัดได้ว่าเป็นชนชั้นหลานหลวง พระเจ้าแสนภูครองเมืองเชียงแสน ตั้งแต่ พ.ศ. 1831 (จ.ศ. 650 )ถึง พ.ศ. 1846 (จ.ศ.675)  เป็นเวลา 25 ปี พระเจ้าแสนภูครองเมืองเชียงแสนถึง พ.ศ. 1853 พ่อขุนเม็งรายซึ่งครองเมืองเชียงใหม่ก็สิ้นพระชนม์ พระบิดาของพระองค์ คือ ขุนครามนั้นจึงได้ไปครองเชียงใหม่ จนถึง พ.ศ. 1856 ก็สิ้นพระชนม์ตำแหน่งผู้ครองเมืองเชียงใหม่ก็ได้แก่พระเจ้าแสนภู  เหตุการณ์นี้ย่อเมเห็นได้ว่า พระเจ้าแสนภูครองเชียงแสนเป็นเวลาถึง 25 ปี แล้วจึงได้ไปครองเมืองเชียงใหม่ ตำแหน่งเจ้าเมืองเชียงแสนก็ตกแก่หมื่นเจ็ดตรา ถึง พ.ศ. 2862 หมื่นเดตราสิ้นพระชนม์ พระเจ้าแสนภูจึงให้เจ้าคำฟูราชโอรสไปครองเมืองเชียงแสนสืบต่อมา พ.ศ. 1875 (จ.ศ. 694)  เจ้าคำฟูไปเฝ้าพระบิดายังเมืองเชียงใหม่พระเจ้าแสนภูเลยสถาปนาให้รองเมืองเชียงใหม่แทนพระองค์เสีย ส่วนพระองค์เองนั้นก็กลับมาครองเมืองเชียงแสนดังเกล่า ถึงพ.ศ. 1878 (จ.ศ. 697) พระเจ้าแสนภูสิ้นพระชนม์

            ศักราชจากหนังสือสองเรื่องนั้นไม่ลงรอยกันในส่วนของเหตุการณ์ แต่พอถึงระยะสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าแสนภูกลับใกล้เคียงกันได้ ถ้าพะเจ้าแสนภูสร้างเมืองเชียงแสนเมื่อ พ.ศ. 1871 จริงตามพงศาวดารโยนกแล้ว พระเจ้าแสนภูก็ครองเชียงแสนเพียง 7 ปีเท่านั้น ภายในระยะ 7 ปีนี้พระองค์ได้ทรงสร้างโบราณสถานไว้หลายแห่ง เป็นต้นว่า เมืองเชียงแสน วัดเจดีย์หลวงและวัดป่าสัก ปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ในที่นี้ขอยืดเอาประชามพงศาวดารภาคที่ 61 เป็นหลักในการพิจารณาถึงอายุของโบราณสถาน คือ พระธาตุเจดีย์ในเมืองเชียงแสนนี้ไว้ทีหนึ่งก่อน ส่วนหนังสือนอกนั้น ใช้เป็นเพียงส่วนประกอบอ้างอิงให้ได้มาซึ่งหลักฐานอันแน่นอนยิ่งขึ้นเท่านั้นเอง

            บรรดาโบราณสถานที่ปรากฏในเมืองเชียงแสน เป็นที่รับรองได้ว่าหลักฐานที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ยังไม่พบโบราณสถานหรือโบราณวัตถุชิ้นใด อันจะแสดงให้เห็นถึงความเก่าแก่ก่อนสมัยพระเจ้าแสนภูขึ้นไปได้แม้แต่เพียงชิ้นเดียว   ความรับรองเช่นนี้ย่อมเป็นการขัดกับตำนานอย่างตรงกันข้าม สาเหตุที่จะนำมาซึ่งการรับรองอย่างนี้ได้ก็คือ กระแสอิทธิพลในทางศิลปะตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ พระธาตุเจดีย์วัดป่าสัก ผู้ศึกษาทางโบราณคดีใดก็ตามเมื่อเห็นพระธาตุเจดีย์วัดป่าสักแล้ว ต้องมีความเห็นต้องกันว่า ลักษณะของพระธาตุเจดีย์นี้เป็นศิลปะแบบศรีวิชัยทางตอนใต้ของประเทศไทยด้วยคล้ายคลึงกันกับลักษณะของพระธาตุเจดีย์ไชยา ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี   ปัญหาอันเป็นที่สงสัยถึงความคล้ายคลึงกันนี้อยู่ตรงที่ว่า จากศิลปะแบบศรีวิชัยทางใต้นั้นขึ้นไปได้อย่างไร?   การที่จะตอบปัญหานี้ได้นั้นก็ต้องกลับไปดูโบราณสถานแบบศรีวิชัย แล้วตั้งจุดจากศรีวิชัยทางตอนใต้ขึ้นไปทางภาคเหนือ ก่อนที่จะไปถึงเชียงแสนก็จะพบพระธาตุเจดีย์ในลักษณะนี้ที่จังหวัดชัยนาท  คือ วัดพระบรมธาตุแห่งหนึ่ง และที่จังหวัดสุโขทัยที่วัดเจดีย์เจ็ดแถวอีกแห่งหนึ่ง ในระยะที่กรุงสุโขทัยเจริญรุ่งเรืองนั้นเป็นรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหง ประวัติศาสตร์ก็ยืนยันถึงความสัมพันธภาพระหว่างอาณาจักรสุโขทัยกับบ้านนาไทย ซึ่งมีต่อกันอย่างแน่นแฟ้น  แม้ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหง ก็พรรณนาถึงแม่น้ำโขงไว้ว่า   กลางเมืองสุโขทัยนี้ มีน้ำตระพังโพยสีใสกินดี ดั่งกินน้ำโขงเมื่อแล้ง   ย่อมหมายความได้ว่าพ่อขุนรามคำแหงต้องเคยไปมาหาสู่กับพ่อขุนเมงรายเสมอ และข้อที่สำคัญที่สุดก็คือพระองค์ต้องเสด็จไปถึงเมืองเชียงแสนด้วย   เมืองเชียงแสนก็น่าที่จะต้องมีขึ้นแล้วในระยะที่พ่อขุนรามคำแหงยังดำรงพระชนม์อยู่ เพราะเมืองเชียงแสนในทุกวันนี้ก็ยังตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง  หากพ่อขุนรามคำแหงมิได้เสด็จไปถึงเมืองเชียงแสนแท้จริงแล้ว พระองค์จะนำมาอ้างในศิลาจารึกของพระองค์ได้อย่างไรว่า ดั่งกินน้ำโขงเมื่อแล้ง  ฉะนั้น  การที่พระธาตุเจดีย์วัดป่าสัก มีอิทธิพลศิลปะแบบศรีวิชัย   ศิลปะแบบศรีวิชัยจักขึ้นไปที่เชียงแสน ได้นั้นก็คงจะหมดปัญหาดังกล่าวมาฉะนี้

            พระธาตุเจดีย์วัดป่าสัก หากจะทำการแยกแยะพิเคราะห์ดูในทางศิลปะออกเป็นส่วน ๆ แล้วรายละเอียดที่ประมวลกันเข้าเป็นองค์พระธาตุเจดีย์นั้น ส่วนใหญ่เป็นอิทธิพลที่ได้มาจากศิลปะแบบศรีวิชัย แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่อาจจะทำให้เห็นไปได้ว่า มีอิทธิพลศิลปะแบบทวารวดีและศิลปะแบบสุโขทัยผสมอยู่ด้วย ก่อนอื่นต้องแบ่งลักษณะพระธาตุเจดีย์นี้ออกเป็น 3 ส่วน แล้วกล่าวถึงโดยเฉพาะเป็นส่วน ๆ ไป ซึ่งแบ่งออกกได้ดังนี้

ก. ส่วนฐานล่าง

ข. ส่วนกลาง

ค. ส่วนบน

            ส่วนฐานล่างกำหนดเอาฐานล่างสุดซึ่งอยู่ในรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขึ้นไปจนถึงซุ้มคูหาพระพุทธรูปสลับกับเทวรูปประจำอยู่ด้นละ 3 องค์  เป็นประติมากรรมนูนสูงทำด้วยปูนปั้น พระพุทธรูปประทับยืนปางเปิดโลก คือ วางพระกรทั้งสองขนานไปกับพระวรกายทั้งสองข้าง มีแต่องค์หนึ่งเป็นปางลีลาอยู่ในซุ้มคูหาด้านทิศเหนือ  ตรงฐานล่างสุดก่อนที่จะถึงส่วนซุ้มคูหานั้น อาจแบ่งได้เป็นสองระยะ คือ เหนือฐานบัวเล็กน้อยทำเป็นช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสโดยรอบทั้ง 4 ด้าน อีกเช่นกัน พอพ้นสองระยะนี้ขึ้นไปแล้ว จึงเป็นซุ้มคูหาพระพุทธรูป ดังกล่าวลักษณะของฐานอย่างนี้ทำให้นึกถึงเจดีย์แบบทวารวดี เช่น ที่พระประโทน หรือที่คูบัว ช่องสี่เหลี่ยมและแปดเหลี่ยมนี้มักจะเป็นส่วนประดับฐานเจดีย์แบบทวารวดีอยู่เสมอ ภายในช่องสี่เหลี่ยมบางทีจะพบลายปูนปั้นประดับอยู่ก็มี  แต่ที่พระธาตุเจดีย์วัดป่าสักลวดลายปูนนั้นส่วนมากกะเทาะออกหมดแล้ว เหลืออยู่แต่เค้าโครงในของส่วนอิฐที่วางเรียงให้เห็นเป็นช่อง ๆ อยู่เท่านั้น   

พุทธลักษณะของพระพุทธรูปประทับยืน ปางเปิดโลก ในซุ้มคูหาที่พระเจดีย์วัดป่าสักนั้น ถ้าเป็นพระพุทธรูปแบบทวารวดีดังเช่นที่ พระประโทนแล้ว ก็เป็นปางเทศนาหรือปางเสด็จลงมาจากดาวดึงส์  แต่พระพุทธรูปในซุ้มคูหาพระธาตุเจดีย์วัดป่าสักนี้เห็นได้ชัดว่าเป้ฯพระพุทธรูปซึ่งได้แบบอย่างมาจากศิลปะแบบสุโขทัยแม้ว่าส่วนสัดของลำพระองค์จักอวบล่ำกว่า วงพระพักตร์ค่อนข้างกลม มีพระหนุเป็นปม ห่มจีวรบางแนบชิดกับพระวรกาย  ห่มแบบห่มดองหรือห่มเฉียง ที่น่าสังเกตมากที่สุดก็คือเส้นขอบจีวรตอนที่ห่มเฉียงพาดผ่านพระอุระตรงใต้ราวพระกันเล็กน้อยนั้นทำเป็นวงขอบโค้งหนาวาดเป้ฯวงขึ้นไปสู่พระองศาเบื้องซ้ายแล้วมีผ้าจีวรคลุมทับจากพระอังศาเบื้องซ้ายลงมา ไม่มีริ้วหรือชายจีวรห้อยตกแบบสังหาฏิเลยห่มพาดปกตกลงมาอย่างง่าย ๆ เรียบ ๆ  แล้วก็ทำเป็นเส้นขอบพาดเฉียงเป็นส่วนเสี้ยวยาวเลยบั้นพระองค์ไปเล็กน้อย คล้ายกับจะเปิดให้เห็นสัดส่วนท่อนพระองค์ตั้งแต่พระอุระจนถึง บั้นพระองค์ ตรงบั้นพระองค์นั้นจะเห็นเส้นขอบหนาของรัดประคตซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นเข็มขัดขนาดใหญ่คาดทับชายอันตรวาสกไว้ แล้วทำให้เห็นชายอันตรวาสกซึ่งพับซ้อนทางด้านหน้าห้อยย้อยลงไปสู่เบื้องล่างอย่างได้สัดส่วนและงดงามมาก  ทำให้เห็นลำพระชงฆ์อันอวบล่ำได้ชัดเจน ตรงช่วงพระพาหาและลำพระกรเป็นเส้นอ่อนสลวยเหมือนกับลำพระกรของพระพุทธรูปปางลีลาในศิลปะแบบสุโขทัย  เบื้องพระเศียรมีประภามณฑลทำเป็นแผ่นเกลี้ยง ๆ ง่าย ๆ เป็นรูปยาวรีสอบขึ้นไปบรรจบกันตรงจุดกึ่งกลางพระเศียร   ลักษณะประภามณฑลนี้ก็เป็นแบบเดียวกับประภามณฑลขององค์พระพุทธรูปปางมารวิชัย ในจิตกรรมฝาผนังที่วัดเจดีย์เจ็ดแถวซึ่งเป็นศิลปะแบบสุโขทัยนั่นเอง   

            พระพุทธรูปปางเปิดโลกที่พระธาตุเจดีย์วัดป่าสักนี้อาจจะเป็นพระปางพระพุทธรูปี่ทำแทนปางเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ก็ได้ ทั้งนี้เพราะสังเกตเห็นว่าตรงช่องคูหาที่ทำเป็นซุ้มขึ้นไปนั้น     มีเทวรูปยืนประจำอยู่สองข้าง  เป็นที่น่าเสียดายว่าเศียรของเทวรูปเหล่านั้นหักพังไปหมดเหลืออยู่เพียงส่วนของลำตัวเท่านั้น   แต่การที่ยืนประจำอยู่ทั้งด้านซ้ายและด้านขวาขององค์พระนั้นทำให้เห็นไปว่าเทวรูปทั้งสองน่าที่จะต้องเป็น พระอินทร์และพระพรหมเสียกระมังลักษณะผ้านุ่งของเทวดาเหล่านั้น ก็คล้ายกับการนุ่งผ้าของเทวรูป ในศิลปะแบบสุโขทัยเช่นพระอิศวร พระนารายณ์ เป็นต้น

            ส่วนกลาง กำหนดแต่ส่วนสุดของซุ้มคูหาพระพุทธรูปในข้อต้นขึ้นไปจนสุดส่วนบนของซุ้มจระนำที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางเปิดโลกทั้งสี่ด้าน   ในซุ้มจระนำส่วนนี้บางทีเรียกกันว่า ซุ้มทิศ เพราะมีพระพุทธรูปยืนหันพระพักตร์ไปตามทิศทั้งสี่ก็ได้   แต่ในที่นี้ขอเรียกว่าซุ้มจระนำโดยตลอด ก่อนจะถึงซุ้มจระนำที่ว่านี้ก็มีเป็นสองระยะคือ สุดซุ้มคูหาพระพุทธรูปชั้นล่างแล้วก็เป็นฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนลดหลั่นกันสามชั้น และถัดฐานชั้นสุดก็เป็นลายปูนปั้นบัวคว่ำบัวหงาย ระหว่างบัวคว่ำบัวหงายมีลายรักร้อยขั้นกลาง   เหนือส่วนของบัวคว่ำบัวหงายนี้จึงเป็นซุ้มจระนำดังกล่าว ทั้ง 4 ด้าน ทำนองว่าซุ้มจระนำที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดย่อมนี้ตั้งอยู่ตรงกลางดอกบัวซึ่งแผ่กลีบขยายรองรับอยู่ทั้ง 4 ด้าน ลักษณะพระพุทธรูปก็เป็นแบบเดียวกับพระพุทธรูปที่กล่าวมาแล้ว ตอนส่วนล่างนั่นเอง   

            ลักษณะเรือนซุ้มจระนำนี้เป็นปูนปั้นมีลวดลายประดับทำเป็นเสาตั้งซุ้มซ้อนกัน 2 ชั้น ตรงหน้าจั่วเรือนซุ้มเป็นใบระกากลีบยาวประดับตรงส่วนสุดทั้ง 2 ข้าง เป็นพระยานาคสามเศียร  ลักษณะนาคปูนปั้นนี้เห็นได้ชัดว่าอาจจะเป็นอิทธิพลซึ่งได้รับมาจากศิลปชวา รวมทั้งลายหน้ากาลหรือกีรติมุขด้วย

            ส่วนบน หมายถึงส่วนที่อยู่เหนือซุ้มจระนำขึ้นไป ณ ที่นั้นจึงเป็นส่วนองค์สถูปอย่างแท้จริง ๆ คือมีส่วนฐานองค์ระฆังปล้องไฉน และปลียอด เป็นต้น แต่ลักษณะส่วนนี้ของพระธาตุเจดีย์วัดป่าสัก ต้องขอแยกกล่าวเป็นรายละเอียดขึ้นไปทีละอย่างดังต่อไปนี้

            คนแคระ อยู่ถัดซุ้มจระนำขึ้นไป ทำท่าแบกองค์เจดีย์หรือสถูปส่วนนี้ทั้งหมด เหนือคนแคระขึ้นไปเป็นส่วนองค์เจดีย์ ตอนล่างเป็นแปดเหลี่ยม ชั้นกลางคั่นด้วยเสาแท่งสี่เหลี่ยมอย่างง่าย ๆ เรียงรายอยู่โดยรอบแล้วมีบัวหงายกลีบซ้อนมีเกษร แผ่ขยายรองรับส่วนองค์ระฆังอีกชั้นหนึ่ง   องค์ระฆังนี้เป็นรูปทรงกลมมีลายปูนปั้นประจำยามรัดอกขั้นกลาง  เหนือองค์ระฆังเป็นบัวกลีบขนุนยาวเป็นเฟื่อง รองรับปล้องไฉน ปลียอด และเม็ดน้ำค้างเป็นที่สุดตามลำดับ อนึ่งตามมุมทั้งสี่ของเจดีย์นี้ยังมีเจดีย์ขนาดเล็กตังอยู่ที่ มุมทั้ง 4 ด้าน โดยมีเจดีย์ใหญ่อยู่ตรงกลาง รวมเป็นเจดีย์ 5 ยอดด้วยกัน จึงเป้ฯคติในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน อันหมายถึง พระธยานิพุทธทั้งสี่ และพระอาทิพุทธนั่นเอง

            วัดป่าสักนี้ ประชุมพงศาวดารภาคที่ 61 กล่าวว่า เมื่อ พ.ศ. 1838 (จ.ศ.657) ยังมีมหาเถรเจ้าองค์หนึ่งเอาพระบรมธาตุกระดูกตาตีนก้ำขวา (เบื้องขวา) แห่งพระพุทธเจ้าใหญ่เท่าเม็ดถั่วกว่าง (ถั่วเขียว) เอามาแต่เขตเมืองปาฏลิบุตรนั้น เอามาสู่พระยาราชแสนภู แล้วท่านก็พร้อมกับด้วยมหาเถรเจ้าเอาไปสร้างมหาเจดีย์บรรจุไว้ภายนอกประตูเชียงแสน ด้านเวียงแห่งตนภายตะวันตก    ต่อวัดพระหลวงภายนอกที่นั้นแล้ว ก็สร้างให้เป้ฯอารามกว้าง 50 วา เอาไม้สักมาปลูกแวดกำแพง 300 ต้น แล้วเรียกว่าอารามป่าสักแต่นั้นมาแล แล้วก็สร้างกุฏิให้เป็นทานแก่มหาเถรเจ้าตนชื่อว่า พุทธโฆษาจารย์นั้น อยู่สถิตที่นั้นก็อุภิเษกขึ้นเป็นสังฆราชมหาเถรอยู่ยังอารามป่าสักที่นั้น

            เรื่องราวตามตำนานอย่างนี้ชวนให้เห็นไปว่าอาจจะเป็นการเขียนเล่าขึ้นต่อภายหลังมากกว่าเพราะข้อความที่บอกถึงการบรรจุพระบรมธาตุนั้นบ่งชัดจนเกินไปว่า เป็นพระอัฐิธาตุพระบาทเบื้องขวาแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า    อนึ่งเล่าตำนานซึ่งเป็นตำราพรรณนาถึงลักษณะพระธาตุต่าง ๆ นั้นก็เป็นตำราที่เกิดขึ้นภายหลังในลังกาประเทศ แต่งขึ้นในตอนที่หาพระธาตุไม่ได้แล้วนั่นเอง ครั้นเมื่อกล่าวถึงลักษณะพระธาตุที่บรรจุอยู่ในตำนานวัดป่าสักนี้ ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่า เป็นเรื่องเขียนขึ้นใหม่ภายหลังมากกว่า เพื่อจะให้เป็นการชักจูงศรัทธาพุทธศาสนิกชนเท่านั้น เรื่องตำนานอย่างนี้น่าจะเขียนขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 21  -  22 เป็นแน่

            การที่มุ่งบรรยายลักษณะพระธาตุเจดีย์วัดป่าสักอ่างยืดยาวนี้ ก็เพื่อจุดประสงค์ที่จะบ่งให้เห็นชัดถึงความเป็นมาตรฐานแหงคุณลักษณะขององค์พระธาตุเจดีย์ในเมืองเชียงแสนซึ่งบรรดาพระธาตุเจดีย์ที่อยู่ในทรงลักษณะคล้ายแบบพระธาตุเจดีย์วัดป่าสักนั้น   มักจะได้พบเห็นอยู่เป็นอันมาก ประกอบกับอาจยืนยันได้ว่าความสมบูรณ์แบบที่สุดในส่วนทรงขององค์เจดีย์ ก็ต้องเป็นพระธาตุเจดีย์ที่วัดป่าสักนี้เอง นอกจานั้นแล้วเราจะไม่พบความงดงามความสมบูรณ์แบบ ในองค์พระธาตุเจดีย์อื่น ๆ ทั่วไปในเมืองเชียงแสน  อันพระธาตุเจดีย์วัดป่าสักแห่งนี้ กรมศิลปากรได้ทำการบูรณะให้คงอยู่ในสภาพเดิม ตามหลักวิชาทางโบราณคดีแต่ พ.ศ. 2500 เสร็จเมื่อ พ.ศ. 2505 และได้รวบรวมบรรดาลวดลายปูนปั้นที่ปรักหักพังลงมานั้น นำไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เชียงแสน ซึ่งจะยังประโยชน์ต่อการศึกษาสืบไปในบรรดาผู้สนใจทางโบราณคดี

            พระธาตุเจดีย์วัดมุงเมืองตั้งอยู่ภายในกำแพงเมืองเชียงแสน ด้านทิศเหนือริมถนนใหญ่ สำหรับพระธาตุเจดีย์องค์นี้ไม่ปรากฏว่าสร้างแต่ครั้งใดใครเป็นผู้สร้าง เมื่อพิจารณาลักษณะการก่อสร้างแล้วก็เห็นได้ว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับพระธาตุเจดีย์วัดป่าสัก    ถ้าตัดส่วนซุ้มคูหราพระพุทธรูปตอนล่างของวัดป่าสักออกแล้วก็จะได้พระธาตุเจดีย์วัดมุงเมืองในส่วนที่เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ แต่มีขนาดเล็กกว่า ฉะนั้นจึงอาจแบ่งส่วนของพระธาตุเจดีย์นี้ออกเป็น 3 ส่วนคือ

            ส่วนฐานล่าง ทำเป็นฐานเขียงสี่เหลี่ยมจตุรัสซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไปสามชั้น ลักษณะของฐานส่วนนี้ก็คือ ส่วนที่ถัดซุ้มพระชั้นล่างของวัดป่าสักขึ้นไปนั่นเอง

            ส่วนซุ้มจระนำ หมายถึงส่วนท่อนกลางทั้งหมด เป็นรูปแท่งสี่เหลี่ยมทรงสูง มีซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นประทับยืนปางเปิดโลก   ลักษณะของซุ้มนั้นเป็นเรือนซุ้มชั้นเดียว มีลวดลายปูนปั้นประดับแต่ลดคุณค่าในทางศิลปะลงแล้ว ไม่อาจจะเทียบกับวัดป่าสักได้เลย เป็นลายปูนปั้นอย่างตื้น ๆ แต่สิ่งที่ควรชมเป็นพิเศษก็คือองค์พระพุทธรูปปูนปั้นนั่นเอง ทรวดทรงพระวรกายทั้งหมดมีความกลมกลืนกันเป็นอย่างดีในรูปเส้นนอกของภาพ    เป็นความประสานกันอย่างได้สัดส่วนที่สุด อยู่ในลักษณะโปร่งบางไม่อวบอ้วนเหมือนพระพุทธรูปที่พระธาตุเจดีย์วัดป่าสัก ความได้สัดส่วนของพระพุทธรูปที่วัดมุงเมืองนี้เป็นหลักฐานว่าต้องได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบสุโขทัยเข้าไปอย่างเต็มที่ หรือน่าคิดไปอีกทางหนึ่งว่าเป็นฝีมือช่างชาวสุโขทัยไปทำขึ้น แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายอยู่ว่าไม่พบพระพักตร์ที่สมบูรณ์เลย แม้พระพุทธรูปปูนปั้นจากวัดนี้ซึ่งจัดว่าค่อนข้าวงจะสมบูรณ์ที่สุดได้นำเข้าไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเชียงแสน ตามบัญชาของท่านอธิบดีกรมศิลปากร พระพักตร์ของพระพุทธรูปองค์นั้นก็บุบสลายเสียหมดแล้ว และสังเกตเห็นว่าได้รับการซ่อมแซมเพิ่มเติมมาแล้วด้วย พระธาตุเจดีย์วัดมุงเมืองนี้โดยเฉพาะส่วนแท่งสี่เหลี่ยมทรงสูงมีซุ้มจระนำทั้งสี่ด้านนั้น อยู่ในลักษณะย่อมุมไม้สิบสอง

            ส่วนบน คือส่วนที่อยู่เหนือซุ้มจระนำขึ้นไปองค์ระฆังทรงกลม ส่วนยอดได้หักหายไป ไม่อาจทราบได้ว่าจะมีพระเจดีย์ขนาดเล็กประจำมุมทั้งสี่เหมือนพระธาตุเจดีย์วัดป่าสักหรือไม่เพราส่วนนี้มีความชำรุดทรุดโทรมมาก   

            ความใกล้เคียงกันในส่วนลักษณะของพระธาตุเจดีย์ทั้งสองคือ ที่วัดป่าสักและวัดมุงเมืองนี้ย่อมอาจกำหนดอายุเวลาการก่อสร้างได้ว่าอยู่ในระยะเวลาเดียวกันโดยฝีมือ และอาจจะสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าแสนภูด้วยก็ได้ แต่บางทีอาจจะสร้างขึ้นภายหลังวัดป่าสักเล็กน้อย  

 

            วัดนี้ถ้าพิจารณาตามชื่อที่เรียกกันว่าวัดมุงเมืองแล้วก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจคือในจังหวัดเชียงรายและจังหวัดเชียงใหม่ ทุกวันนี้ก็ยังมีชื่อวัดมุงเมืองปรากฏอยู่ด้วย เมื่อพบอย่างนี้แล้วเราจักลงความได้หรือไม่ว่า ทางภาคเหนือของไทยนั้นแต่โบราณกาลมาเมืองใดที่เป็นเมืองสำคัญหรือเป็นเมืองเก่าแก่แล้ว ย่อมมีชื่อวัดมุงเมืองปรากฏอยู่เป็นสำคัญทำนองเดียวกับวัดเชียงมั่นนั่นเอง สำหรับวัดมุงเมืองที่เมืองเชียงแสนนี้ถ้านับอายุเทียบกันระหว่างสามเมืองโดยถือเอาประชุมพงศาวดารภาคที่ 61 เป็นหลัก ความก็จักปรากฏว่า เมืองเชียงรายสร้างขึ้นก่อนแล้วต่อมาก็เป็นเมืองเชียงแสน ดังนั้นวัดมุงเมืองในเชียงแสนก็ต้องมีอายุหลังกว่าวัดมุงเมืองที่เชียงราย และต้องก่อนกว่าวัดมุงเมืองที่เชียงใหม่ด้วย

            การที่กล้ายืนยันวัดมุงเมืองที่เมืองเชียงแสนสร้างก่อนวัดมุงเมืองที่เมืองเชียงใหม่นั้นมิได้เป็นการกล่าวอ้างขึ้นแต่โดยลำพังก็หามิได้ ดังได้กล่าวมาแล้วว่า การเขียนเรื่องนี้ได้ยึดถือเอาประชุมพงศาวดารภาคที่ 61 เป็นหลัก ฉะนั้น เมื่อเมืองเชียงแสนสร้างในปี พ.ศ. 1831 แล้ว เชียงแสนก็สร้างขึ้นก่อนเมืองเชียงใหม่ราว  8 ปี เพราะเมืองเชียงใหม่สร้างในปี พงศ. 1839   

            พระธาตุเจดีย์อีกองค์หนึ่ง ซึ่งประชุมพงศาวดารภาคที่ 61 ว่า  พระเจ้าแสนภูทรงสร้างเมื่อพระองค์เสวยราชได้ 3 ปี พ.ศ. 1803   (จ.ศ. 652)    ด้วยทรงพิจารณาเห็นว่าวัดหลวงเป็นวัดของเมืองเก่า    เป็นที่บรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธองค์ ก็มีพระราชศรัทธาทรงสร้างพระเจดีย์ กว้าง 17 วา สูง 59 วาอก  พร้อมด้วยพระวิหาร ลักษณะพระธาตุเจดีย์แห่งนี้ผิดกว่าแห่งอื่นทั้งหมด   แม้ว่าจะใหญ่โตที่สุดในเมืองเชียงแสน ลักษณะองค์เจดีย์เป้ฯรูปแปดเหลี่ยมมีองค์ระฆังแบบทรงลังกา คล้ายกับพระเจดีย์แบบอยุธยามาก  แต่ตำนานกล่าวว่าสร้างในสมัยพระเจ้าแสนภู ความขัดกันในเรื่องโบราณสถานกับตำนาก็เกิดมีขึ้น ประเพณีนิยมสร้างพระธาตุเจดีย์ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 19 ทางเมืองเหนือโดยแท้แล้ว ส่วนมากเป็นเจดีย์ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสทรงสูง มีซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปทั้ง 4 ด้าน  ถ้าไม่มีก็เป็นแท่งสี่เหลี่ยมทึบ ถัดลงมาก็เป็นฐานล่างสุดซ้อนกันสามชั้น แบบอย่างในการก่อสร้างตามประเพณีนิยมเป็นดังนี้   ฉะนั้น พระธาตุเจดีย์วัดเจดีย์หลวงเท่าที่ประจักษ์อยู่ในปัจจุบันนี้นั้นน่าที่จะได้รับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปจากทรงเดิมก็เป็นได้ ซึ่งองค์เดิมที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าแสนภูนั้นอาจจะถูกก่อสวมหุ้มทับอยู่ภายใน ดุจพระปฐมเจดีย์ที่จังหวัดพระนครปฐมก็ได้ ลักษณะองค์เดิมจะเป็นอย่างไรนั้น อาจสันนิษฐานได้ว่าเหมือนกับพระธาตุเจดีย์ที่วัดป่าสัก และวัดมุงเมือง อนึ่งได้มีผู้เล่าว่าองค์พระเจดีย์หลวงนี้ แต่เดิมมีประตูเข้าไปภายในได้ ซึ่งเรียกตามภาษาพื้นเมืองว่า มีโขง   คือซุ้มคูหานั้นเอง แต่เล่าไปในทำนองว่าภายในนั้น มีข้าวของเครื่องใช้ไม้สอยมาก มีผู้คนไปขอยืมออกมาใช้ แล้วไม่คืนต่อมาประตูนั้นก็ปิดเสีย เรื่องบอกเล่าทอนองนี้มักจะมีอยู่เสมอ และอีกระแสหนึ่งว่า แต่ก่อนนั้นเคยนำเอาภัตตาหารเข้าไปถวายพระพุทธรูปซึ่งอยู่ในโขงขององค์เจดีย์   ข้อความเหล่านี้มีเค้าพอจะเชื่อได้ว่า พระธาตุเจดีย์องค์เดิมที่สร้างในสมัยของพระเจ้าแสนภูนั้นต้องมีลักษณะเช่นเดียวกับพระธาตุเจดีย์ที่วัดป่าสัก หรือวัดมุงเมืองด้วย แต่ต่อมาได้รับการซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ก่อหุ้มองค์เดิมเสีย จึงกลายเป็นทรงแปดเหลี่ยมไป

            ครั้นพิจาณาลักษณะตัววิหารซึ่งอยู่ทางด้านหน้าขององค์เจดีย์ เป็นวิหารขนาดใหญ่ กว้างยาวมากและนับได้ว่าใหญ่ที่สุดกว่าวัดต่าง ๆ ในเชียงแสนทั้งมวล วัสดุในการก่อสร้างส่วนมากใช้อิฐเป็นพื้น  มีเสากลมขนาดใหญ่เหลืออยู่เพียงต้นเดียว ลักษณะที่เด่นชัดของตัววิหารก็คือ มีเสาปลอมติดกับผนัง และมีเว้นช่องเป็นหน้าต่างอยู่ในรูปสี่เหลียมแล้ว จากลักษณะเหล่านี้ย่อมชี้ให้เห็นได้ว่าเป็นลักษณะสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาผสมอยู่ด้วยรอบ ๆ   ตัววิหารมีเจดีย์รายขนาบอยู่สองข้าวตัววิหาร มีทั้งหมด 7 องค์ด้วยก้น  ถ้านับเจดีย์องค์ใหญ่เบื้องหลังวิหารก็เป็น 8 องค์ น่าคิดไปได้ว่า เจดีย์ที่วางอยู่ในลักษณะที่กล่าวมานั้น คือสีมาอันเป็นเครื่องหมายบอกเขตตัวพระอุโบสถ  ถ้าการเป็นไปดังนี้แล้ววัดเจดีย์หลวงก็เป็นวัดแห่งเดียวในเชียงแสนที่มีพระอุโบสถนั่นเอง จัดว่าเป็นอุบัติการณ์ของโบสถ์ในเชียงแสนได้และลักษณะของโบสถ์นั้นเล่าก็ต้องได้รับแบบอย่างไปจากศิลปะแบบอยุธยาอีกด้วยเพราะในสมัยอยุธยานั้นเรามักจะพบพระอุโบสถขนาดใหญ่อยู่เสมอ  ก่อนศิลปะแบบอยุธยาขึ้นไปแล้ว ตัวอาคารของโบสถ์จะไม่ค่อยได้พบกันนัก ในสมัยสุโขทัยที่ยังเจริญรุ่งเรืองอยู่นั้นกล่าวถึงพระอุโบสถเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ในศิลาจารึกตอนที่ว่าด้วยการออกผนวชของพระมหาธรรมราชาลิไทย พระองค์บรรพชาเป็นสามเณรในพระราชวังก่อน แล้วเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทไปยังวัดป่ามะม่วงเพื่อกระทำอุปสมบทวิธี ซึ่งที่วัดป่ามะม่วงนี้ศิลาจารึกว่า   มีกลาสีมาอุโบสถ  

            โบราณสถานอันเป็นศิลปกรรมที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าแสนภูนั้น ที่ชัดเจนแน่นอนตามประชุมพงศาวดารภาคที่ 61 คือ

            1.วัดเชียงมั่น กล่าวว่าเป็นปฐมอารามในเมืองเชียงแสน

            2.วัดป่าสัก

            3. วัดเจดีย์หลวง

            โบราณสถานทั้งสามแห่งเท่าที่เหลืออยู่อย่างบริบูรณ์มีเพียงสองแห่งเท่านั้น ซึ่งกรมศิลปากรได้ทำการบูรณะขึ้นตามแบบสภาพรูปทรงเดิม คือ วัดป่าสักและวัดเจดีย์หลวง อนึ่งหากนับวัดพระยืนด้วยก็ได้  เพราะเป็นวัดที่พระเจ้าคำฟูราชโอรสทรงสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าแสนภู คือ เมื่อ พ.ศ. 1875  ซึ่งปัจจุบันนี้เหลือแต่เพียงพระเจดีย์องค์เดียวเท่านั้น และสงสัยว่าน่าจะมีการซ่อมแซมขึ้นในสมัยต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 22 ก็ได้ สมัยนั้นพระเจ้าสุทโธธรรมราชกษัตริย์แห่งกรุงอังวะประเทศพม่า มีอำนาจครอบครองมาถึงแคว้นล้านนา ซึ่งรวมทั้งเมืองชียงแสนในเวลานั้นด้วย ระยะที่กล่าวนี้ประชุมพงศาวดารภาคที่ 61 กล่าวว่า เจ้าฟ้าหลวงทิพเนตรกินเมืองไชยบุรีศรีเงินยางเชียงแสนแล้ว พระยาหลวงไชยชิตสร้างวัดยืนแถมใหม่เจดีย์กว้าง 4 วาอก (9.00 เมตร) สูง 11 วาอก (23.00 เมตา) บรรจุพระธาตุย่อย 140 องค์ ในจุบศักราช 1000 ตัวปีเปิกยีนี้นางฟ้ากาเผือกก็จุติตายในปีแล  ตามข้อความดังนี้มีที่น่าสงสัยอยู่ตรงที่ว่า วัดยืน  เพราะในเมืองเชียงแสนมีวัดที่ลงท้ายว่า ยืน  อยู่สองวัดคือ วัดพระยืน ดังกล่าวนี้ กับวัดบุญยืน น่าจะเป็นวัดพระยืนมากกว่า เพราะอยู่ในแนวเดียวกับวัดเชตะวันตามบัญชีวัดท้ายหนังสือนั้น ทั้งนี้เพราระยะของเหตุการณ์ในจุลศักราช 1000 (พ.ศ. 2181) ใกล้เคียงกับระยะเวลาที่สร้างวัดเชตะวันมาก วัดเชตะวันสร้างเมื่อ พ.ศ. 2180 (จ.ศ. 999)

            ลักษณะพระธาตุเจดีย์วัดพระยืนนี้ แสดงให้เห็นความวิวัฒน์ในแบบอย่างไปอีกแบบหนึ่งแล้ว เป็นแบบที่สืบต่อจากวัดพระบวชลงมา เพราะว่าตรงท่อนกลางซึ่งตามปกติจักต้องมีซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปเช่นที่พระธาตุเจดีย์วัดป่าสักดังกล่าวมาแล้ว กลับเป็นแท่งสี่เหลี่ยมทึบทรงสูง ประกอบด้วยลวดบัวคาดกลางโดยตลอดทั้งสี่ด้าน ตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยมซ้อนลดหลั่นกัน 3 ชั้น ตอนส่วนบนเหนือแท่งสี่เลี่ยมทึบทรงสูงขึ้นไปเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมแบบวัดเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมแบบวัดเจดีย์หลวง

            พระธาตุเจดีย์วัดพระบวชย่อมเป็นหลักฐานยืนยันได้ดีที่สุดถึงความเปลี่ยนแปลงในแบบอย่างขององค์พระธาตุเจดีย์สมัยต่อมา อีกประการหนึ่งพระธาตุเจดีย์ที่วัดพระบวชนี้ยังมีสภาพอันจัดได้ว่าค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุด ยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่ประการใดเลย เพียงแต่สวนยอดตรงปล้องไฉนนั้นหักหายไป และทางทิศตะวันออกขององค์เจดีย์ ได้ถูกคนร้ายลักลอบเจาะขุดไว้ นอกนั้นแล้วยังมีสภาพคงเดิม จึงเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาหาหลักฐานอย่างยิ่ง

            ลักษณะทั่วไปขององค์เจดีย์นี้ เราอาจแบ่งออกได้เป็นสามส่วนอีกเช่นกัน ส่วนล่างสุดเป็นฐานเขียงสี่เหลี่ยมจัตรัสซ้อนลดหลั่นขึ้นไปสามชั้น ส่วนท่อนตรงกลาง เป็นแท่งทึบสี่เหลี่ยมสูงย่อมุมไม้สิบสอง ทำนองยึดส่วนท้องไม้ที่คั่นระหว่างบัวคว่ำบัวหงายให้สูงขึ้นฉะนั้น ไม่มีซุ้มจระนำทั้งสี่ด้าน และส่วนบนสุดนั้นเป็นรูปเจดีย์ทรงกลมตั้งอยู่อีกที่หนึ่ง   

            ประชุมพงศาวดารภาคที่ 61 ว่า ส่วนว่าพระยาผายูตนพ่อนั้นท่านก็ลงไปกินเมืองเชียงใหม่ในศักราชได้ 708 ตัวปีเมิงไค้ เดือน 6 เพ็ญวันพุธ มหามูลศรัทธาพระราชเจ้ากือนาสร้างพระเจดีย์และวิหารพระพุทธรูปพระบวชกลางเวียงไชยบุรีเชียงแสนที่นั้นแล้ว ก็ฉลองทำบุญให้ทานบริบูรณ์ในวันนั้นแล ระยะของศักราชนั้นตกราว พ.ศ. 1889 สมัยที่สร้างนี้ก็ยังเป็นรัชสมัยของพระเจ้าผายูพระราชบิดาอยู่  

            มีพระธาตุเจดีย์อีกสององค์ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับพระธาตุเจดีย์วัดพระบวช คือพระธาตุเจดีย์วัดปงสนุก กับพระธาตุเจดีย์ที่เรียกกันเป็นสามัญว่า ธาตุเขียวที่เชียงแสน น้อยหรือเวียงปรึกษาห่างจากเมืองเชียงแสนประมาณ 4 กม. ไปทางทิศใต้ ทั้งสองแห่งไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างเมื่อใดใครเป็นผู้สร้าง แต่ธาตุเขียวนั้นเป็นพระธาตุเจดีย์ขนาดใหญ่ซึ่งปรักหักพังบ้างแล้ว เข้าใจว่าพระธาตุเจดีย์ทั้งสององค์นี้ คงสร้างในรอบพุทธศตวรรษเดียวกันส่วนพระธาตุเจดีย์วัดปงสนุกนั้นอาจจะได้รับการปฏิสังขรณ์หลายครั้งในระยะหลังก็ได้

            ความลังเลใจย่อมเกิดขึ้นเมื่อเราทำการพิจารณาลักษณะพระธาตุเจดีย์จอมกิตติ ซึ่งตั้งอยู่บนดอยจอมกิตติ นอกกำแพงเมืองเชียงแสน ค่อนไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวเมือง ห่างจากกำแพงเมืองทางประตูเชียงแสนออกไปประมาณ 1 กม. เศษ เพราะลักษณะของพระธาตุเจดีย์นั้น มีความแตกต่างกันออกไปจากบรรดาพระธาตุเจดีย์ที่กล่าวมาแล้ว  ทั้ง ๆ ที่ส่วนใหญ่ในทางศิลปกรรมจะยังมีความละม้ายคล้ายคลึงกันองค์พระธาตุเจดีย์นี้เราแบ่งออกเป็นสามส่วนเช่นกัน ส่วนฐานล่างสุดนั้น อยู่ในรูปฐานเขียงสี่เหลี่ยมย่อมุม 3 ชั้น ส่วนกลางคือแท่งสี่เหลี่ยมทรงสูงมีซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นทั้ง 4 ด้าน และย่อมุมอีกเช่นกัน ส่วนบนสุดเป็นองค์เจดีย์แปดเหลี่ยม มีองค์ระฆัง บัลลังก์ และปล้องไฉน หุ้มด้วยทองจังโก  บรรดาลวดลายปูนปั้นประดับเรือนซุ้มจระนำนั้นไม่สู้ประณีตนัก เป็นลายเครือเถาว์เกี่ยวสอดกันอย่างตื้น ๆ ความงดงามของบรรดาลวดลายต่าง ๆ สู้พระธาตุเจดีย์วัดป่าสักมิได้ และตรงส่วนเหนือซุ้มจระนำนั้น ก็ไม่มีพระเจดีย์ขนาดเล็กประจำมุมทั้ง 4 อนึ่งลักษณะพระพุทธรูปก็พบเพียงส่วนพระพักตร์อยู่แห่งเดียวเท่านั้น ซึ่งยังเหลืออยู่ในซุ้มจระนำด้านทิศตะวันตกเห็นได้ชัดว่าเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นในเชียงแสนที่มีเค้าพระพักตร์ใกล้เคียงกับพระพุทธรูปสมัยอยุธยาเสียแล้ว  

            ความเก่าแก่ของพระธาตุเจดีย์จอมกิตตินี้ประชุมพงศาวดารยืนยันว่า พระองค์พังกษัตริย์เจ้าและพระองค์พรหมราชเจ้า ก็พรอ้มกันนิมนต์เอายังพระบรมธาตุเจ้าทั้งสามสถานรวม 11 พระองค์ ก็หามพระโกศมหาธาตุเจ้าไปบรรจุไว้ยังดอยน้อยที่หนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าฐาปนาเกศาธาตุเจ้าแล้ว ก ก็ทำนายว่าภายหน้าจักได้ชื่อว่า จอมกิตติแล  แล้วก็พร้อมกันก่อเจดีย์กว้าง 3 วา สูง 6 วา 2 ศอก (กว้าง 6.00 ม. สูง 12.00 ม. )    ในเดือน 6 เพ็ญ วันจันทร์ ก็สำเร็จบริบูรณ์แล  ระยะเหตุการณ์นี้ตกอยู่ในศักราช 302 ประมาณ พ.ศ. 1483 ยังมีกล่าวถึงการสร้างพระธาตุเจดีย์จอมกิตติไว้อีกคือ  ศักราชได้ 849 ตัวปีเมิงมด เดือน 5 ออก 12 ค่ำ หมื่นเชียงสงได้กินเมืองและท่านได้สร้างธาตุเจ้าจอมกิตติ เจดีย์กว้าง 4 วาศอก (8.25 เมตร)  สูง 12 วาอก (25.00 ม.)  ยาว 9 วา (18.00 ม.) แล้วอานาบุญส่งไปถึงอติโสกราชเจ้า ระยะเวลาดังกล่าวนี้ประมาณ พ.ศ. 2030 อาจนับได้ว่าในระยะนี้เข้ายุคร่วมสมัยเดียวกับอยุธยาแล้ว แต่มีอีกระยะหนึ่งว่า ศักราชได้ 1046 ตัวปีกาบไค้ เดือน 6 เพ็ญ วันพุธ มหาสัทธาเจ้าฟ้าเฉลิมเมือง  เป็นเค้าแก่เสนาอำมาตย์ประชาราษฎร์ทั้งมวลพร้อมกันเวียกสร้างพระธาตุเจ้าจอมกิตติได้ขวบหนึ่งจึงสำเร็จบริบูรณ์  ซึ่งประมาณราว พ.ศ. 2227  นั้นก็เป็นการบูรณปฏิสังขรณ์ต่อเติมขึ้นในสมัยของตน เท่านั้นเอง แต่จะอย่างไรก็ตามจากลักษณะขององค์พระธาตุเจดีย์ตรงส่วนฐานก็ย่อมุมตลอดจนส่วนแท่งสี่เหลี่ยมทรงสูงที่มีซุ้มจระนำก็เช่นกัน และส่วนบนสุดนั้นก็เป็นเจดีย์รูปแปดเหลี่ยมแล้ว ซึ่งลักษณะเหล่านี้เป็นแบบอย่างที่เราอาจวางกำหนดไว้ได้ว่า มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 22 23 แล้ว เพราะในระยะนี้เกิดความนิยมการก่อสร้างพระธาตุเจดีย์ที่อยู่ในลักษณะย่อมุมทั้งตรงส่วนล่างและส่วนกลาง นิยมเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมตรงส่วนบนเข้ามาแทนที่ และยิ่งสมัยหลังลงไปอีกองค์พระธาตุเจดีย์ก็ยิ่งสูงขึ้น ส่วนฐาน ส่วนกลาง ยิ่งย่อมุมมากขึ้น และส่วนบนบางทีก็เป็นองค์เจดีย์ 16 เหลี่ยม เช่น พระธาตุเจดีย์ที่วัดผ้าขาวป้านเป็นต้น    

            พระธาตุเจดีย์จอมกิตตินี้ กรมศิลปากรได้ทำการบูรณะตามแบบสภาพรูปทรงเดิมเรียบร้อยแล้ว กับทั้งได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำหรับชาติแล้ว    

            วัดพระเจ้าล้านทอง ปัจจุบันนี้ยังเป็นพระอารามที่มีพระภิกษุสงฆ์อยู่ประจำพรรษาและเป็นวัดเจ้าคณะอำเภอด้วย  สิ่งสำคัญภายในวัดนี้ก็คือ องค์พระธาตุเจดีย์กับระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่  ซึ่งเป็นของอยู่กับวัดมาแต่เดิมแล้ว สำหรับองค์พระเจดีย์นั้น มีลักษณะที่น่าศึกษาแบบอย่างการก่อสร้างด้วยเหมือนกัน กล่าวคือ ส่วนล่าง เป็นฐานเขียงสี่เหลี่ยมจัตุรัสลดหลั่นซ้อนกันขึ้นไป 3 ชั้น   ส่วนกลาง เป็นแท่งสี่เหลี่ยมทึบทรงสูงย่อมุมไม้สิบสอง แบบท่อนกลางพระธาตุเจดีย์วัดพระบวช ไม่มีซุ้มจระนำ ลักษณะส่วนกลางนี้หากพิจารณาตามสภาพการก่อสร้างแล้ก็คือ อาจจะเป็นส่วนฐานอีกชั้นหนึ่ง เพราะมีการขยายให้กว้างออกไปมาก จนกระทั่งเมื่อมีองค์เจดีย์ก่อซ้อนเหนือส่วนนี้ขึ้นไป คือ ส่วนบนนั่นเอง ส่วนที่ขยายออกรองรับองค์เจดีย์นั้น ทำให้มีทางเดินได้โดยรอบดุจฐานทักษิณขององค์เจดีย์นั่นเอง ตามมุมของส่วนแท่งสี่เหลี่ยมทึบทรงสูงนี้ มีเจดีย์ขนาดเล็กอยู่ที่มุมทั้ง 4 ด้วย ทำนองเดียวกับลักษณะดั้งเดิมของพระธาตุเจดีย์แบบเก่า ที่มีพระเจดีย์ ขนาดเล็กอยู่ที่มุมทั้ง 4 ด้วย ทำนองเดียวกับลักษณะดั้งเดิมของพระธาตุเจดีย์แบบเก่า ที่มีพระเจดีย์ 5 องค์ ตรงส่วนบนเหนือแท่งสี่เหลี่ยมทรงสูง ซึ่งมีเจดีย์องค์ใหญ่อยู่ตรงกลาง แล้วมีเจดีย์ขนาดเล็กอยู่ประจำมุมทั้ง 4 ลักษณะเจดีย์ตรงกลางที่วัดพระเจ้าล้านทองนี้เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมสอบขึ้นไป ย่อมุมไม้สิบสอง ก่อนจะถึงองค์ระฆังเป็นบัวคว่ำบัวหงายบีบซ้อน รองรับองค์ระฆังรูปแปดเหลี่ยม เหนือนั้นขึ้นไปก็เป้ฯส่วนของบัลลังก์ย่อมุมซ้อนลดหลั่นขึ้นไป 3 ชั้น แล้วก็เป็นปล้องไฉน และปลียอดตามลำดับ

            วัดพระเจ้าล้านทองนี้ อันที่จริงเรียกนามตามพระพุทธรูปสำริด ซึ่งมีน้ำหนักล้านทองนัยว่าเป็นโลหะผสมจำพวกปัญจโลหะ คิดตามมาตรน้ำหนักในปัจจุบันนี้ประมาณ 1200  กก.   ฉะนั้นพระพุทธรูปองค์นี้จึงได้พระนามว่า พระเจ้าล้านทอง  วัดอันเป็นที่ประดิษฐานก็ขนานนามว่า    วัดพระเจ้าล้านทอง  จัดได้ว่าเป็นพระพุทธรูปหล่อที่ใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดในเมืองเชียงแสน

            ความเป็นมาของวัดนี้ ประชุมพงศาวดารภาคที่ 61 พรรณนาว่า ทีนี้จักจา ด้วยหมื่นงั้วได้ขึ้นเสวยเมืองเงินยางเชียงแสนที่นั้นก่อนแล   ศักราชได้ 851 ตัวปีกัดเล้า เดือน 5 ออก 7 ค่ำ วันพุธ ในราตรีคืออันท่านได้เสวยราชสมบัตินั้นโลหะแลหิรัญญะ คือว่า เงินทองก็บังเกิดบุแผ่นดิน ออกมาตังอยู่ในช่วงราชฐานแห่งท่านเป็นกองตั้งอยู่เป็นอันมากที่อันนั้น ก็ปรากฏนามวิเศษ ว่า พระยาศรีรัชฏเงินกองว่าดังนั้นแล แต่เมื่อศักราชได้ 851 นั้นมา พระยาศรีรัชฏเงินกองตนนั้นท่านก็พร้อมด้วยเสนาอำมาตย์และราษฎรทั้งหลาย สร้างยังวัดหลังหนึ่งวิหารกว้าง 5 วา (10.00 ม.)  ยาว 9 วา (18.00 ม.) ยังที่หัวใจเมืองนั้น แล้วก็สร้างยังพระพุทธรูปเจ้าองค์หนึ่ง หน้าเพลามี 4 ศอก ปลาย 2 กำ หล่อด้วยทองเบญจะทั้งปวงสิ้นทอง 5 สิ่ง ล้านหนึ่งแล้วสร้างเจดีย์กว้าง 3 วา (6.00 ม.)  สูง 7 วา (14.00 ม.) บรรจุพระธาตุหัวใจแห่งพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง แล้วก็ใส่ชื่อว่าวัดพระเจ้าล้านทองแล

            ระยะเวลาการสร้างวัดพระเจ้าล้านทองนั้น ตกราว พ.ศ. 2032 ซึ่งในระยะนี้ยังเป้ฯรัชสมัยของพระเจ้าติโบกราชกษัตริย์ผู้ทรงอานุภาพในบ้านนาอยู่ ดังนั้นพระธาตุเจดีย์วัดพระเจ้าล้านทองนี้ก็จัดได้ว่าเป็นศิลปกรรมอีกแบบหนึ่งเกิดขึ้นในช่วงระยะพุทธศตวรรษที่ 21

            พระธาตุเจดีย์วัดผ้าขาวป้าน  มีลักษณะที่รวบรวมเอาลักษณะต่าง ๆ ของพระธาตุเจดีย์ที่มีมาแต่เดิมเข้าไว้ในองค์ องค์เดียวกัน จึงเกิดเป็นลักษณะพระธาตุเจดีย์อีกแบบหนึ่งขึ้นกล่าวคือ ส่วนฐานท่อนล่างทำเป็นฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสสามชั้นลดหลั่นกันขึ้นไป ย่อมุมไม้ 20 ถัดมาเป็นแท่งสี่เหลี่ยมทึบแบบวัดพระบวชแต่ย่อมุมมากกว่า เป็นย่อมุไม้ 20 ไป ต่อจากนั้นจึงเป็นส่วนกลางนี้ก็ย่อมุมไม้ 20 อีกเช่นกัน ส่วนบนเป็นเจดีย์ทรง 16 เหลี่ยม มีทองจังโกหุ้มตลอด องค์ประกอบขององค์พระธาตุเจดีย์นั้นเพิ่มความยุ่งยากมากขึ้นยิ่งกว่าพระธาตุเจดีย์จอมกิตติ พระธาตุเจดีย์วัดผ้าขาวป้านนี้ กรมศิลปากรได้ทำการบูรณะตามแบบสภาพรูปทรงเดิมทุกประการ และได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำหรับชาติแล้ว

            ส่วนความเก่าแก่นั้น ประชุมพงศาวดารภาคที่ 61 ว่า พระธาตุเจดีย์องค์นี้สร้างขึ้นในสมัยลาวเก้าแผ่นมาเมืองหรือลาวเก้าแก้มาเมือง โอรสของลวจังกราช ปราณ พ.ศ. 1304  ซึ่งหากการณ์เป็นเช่นนั้นแล้ว ก็ย่อมเป็นการขัดแย้งต่อศิลปกรรมที่ปรากฏอยู่ในองค์พระธาตุเจดีย์ในทุกวันนี้ แต่ก็มีทางออกอยู่ว่าได้รับการซ่อมแซม ปฏิสังขรณ์กันสืบ ๆ มาหลายยุคสมัยจนกระทั่งกลายมาเป็นรูปทรงที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ครั้งพิจารณาตามแบบอย่างขององค์พระธาตุเจดีย์ที่เห็นอยู่นี้ มีข้องน่าสังเกตว่าอาจจะสร้างขึ้นในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับวัดพระธาตุจอมกิตติ ราวพุทธศตวรรษที่ 22 23

            ในลำดับต่อนี้ไป จะได้พรรณนาถึงความวิวัฒนาการ ในแบบอย่างขององค์พระธาตุเจดีย์ในเมืองเชียงแสน  เพราะเท่าที่กล่าวมาแล้วนั้น โดยมากหยิบยกขึ้นมาเพื่อสร้างความเข้าใจ       ไปตามโบราณสถานกับเรื่องราวที่สัมพันธ์กันกับตำนานหรือประวัติศาสตร์เท่านั้น ฉะนั้นในตอนนี้ก็เป็นการกล่าวเฉพาะแต่ส่วนสัมพันธ์อันสืบเนื่องกันลงมาในทางศิลปกรรมโดยเฉพาะ

            เมื่อเราวางพระธาตุเจดีย์วัดป่าสักเป็นหลักใหญ่ต่อการที่จะสาวหาความเปลี่ยนแปลงที่สืบเนื่องกันลงมา ซึ่งเราอาจจะกล่าวได้ในที่นี้ว่า     พระธาตุเจดีย์ทุกองค์ในเมืองเชียงแสนนั้น โดยมากมีพระธาตุเจดีย์วัดป่าสักเป็นมูลฐานหรือเป็นแม่บท เรายอมรับกันแล้วว่า พระธาตุเจดีย์วัดป่าสักนั้นมีอิทธิพลศิลปะแบบศรีวิชัย เพราะมีลักษณะอันเป็นแบบอย่างของศิลปะแบบปาละผสมอยู่ด้วย  เป็นต้นว่า        เกียรติมุขปูนปั้น ลักษณะของนาคหลายเศียร และลวดลายต่าง ๆ ซึ่งประดับอยู่ตามซุ้มจระนำและองค์เจดีย์ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ส่วนบน ซึ่งเป็นเจดีย์ 5 ยอด มีองค์ใหญ่อยู่ตรงกลาง มีเจดีย์ขนาดเล็กประจำมุมทั้ง 4 ลักษณะนี้เป็นแบบเดียวกันกับพระธาตุเจดีย์ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี คือ พระธาตุไชยา ความหมายของพระเจดีย์ 5 องค์นั้น อาจจะหมายถึงพระธยานิพุทธทั้ง 4 ก็ได้ ส่วนเจดีย์ใหญ่ตรงกลางก็หมายถึงพระอาทิพุทธ อันเป็นไปตามคติพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ลักษณะของพระพุทธรูปปูนปั้นในซุ้มจระนำทั้ง 4 ด้าน นั้น ก็อาจจะเป็นพระธยานิพุทธทั้ง 4 พระองค์ก็ได้

            พระธาตุเจดีย์วัดป่าสักน้ามีอายุเวลาอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 19 ส่วนพระธาตุเจดีย์วัดมุงเมืองก็มีลักษณะแบบอย่างใกล้เคียงกันกับพระธาตุเจดีย์วัดป่าสัก ผิดกันเพียงแต่ว่าไม่มีส่วนซุ้มพระประจำคูหาตอนส่วนล่างสลับกับเทวดาด้านละ 3 องค์ ทั้ง 4 ด้านเท่านั้น อันลักษณะนี้แม้ที่วัดป่าสักเองก็น่าจะได้อิทธิพลในแบบอ่างมาจากพระเจดีย์กู่กุฏิที่วัดจามเทวีจังหวัดลำพูนด้วย แต่เราไม่อาจยืนยันถึงพระเจดีย์ขนาดเล็กประจำมุมทั้ง 4 ณ พระธาตุเจดีย์วัดมุงเมืองได้ว่า จะมีเหมือนที่พระธาตุเจดีย์วัดป่าสักหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ตรงส่วนกลางขององค์พระธาตุเจดีย์ก็เป็นสี่เหลี่ยมทรงสูงมีซุ้มจระนำ ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางเดียวกันกับที่พระธาตุเจดีย์วัดป่าสักและพุทธลักษณะก็อย่างเดียวกัน เพราะตรงส่วนบนนั้นชำรุดเสียหายามาก เหลืออยู่แต่องค์ระฆังทรงกลมซีกเดียวจะอย่างไรก็ตามพระธาตุเจดีย์วัดมุงเมืองนี้ ต้องสร้างขึ้นภายหลังพระธาตุเจดีย์วัดป่าสักเล็กน้อย และอาจจะอยู่ในรอบศตวรรษเดียวกัน

            ปลายพุทธศตวรรษที่ 19 เกิดมีพระธาตุเจดีย์แบบวัดพระบวชขึ้น ในระยะนี้เราอาจกล่าวได้ว่าเป็นพระธาตุเจดีย์แบบใหม่ ซึ่งจะเป็นแบบอย่างให้แก่พระธาตุเจดีย์ในสมัยต่อมาคือในราวพุทธศตวรรษที่ 20 23 พระธาตุเจดีย์แบบน้ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่า งกระนั้นก็ยังหาทิ้งร่องรอยเดิมเสียใหม่ เราคงวางหลักในการพิจารณาองค์พระธาตุเจดีย์ นี้ ออกเป็น 3 ส่วนได้อยู่เช่นเดิม พระธาตุเจดีย์แบบนี้ไม่มีซุ้มจระนำตรงส่วนกลาง แต่ทำเป็นแท่งสี่เหลี่ยมทึบทรงสูงย่อมุมไม้สิบสองอย่างตื้น ๆ ทั้ง 4 ด้าน เข้ามาแทนที่ซุ้มจระนำ เหนือส่วนนี้ขึ้นไปคือส่วนบนเป็นเจดีย์รูปทรงกลม ลักษณะเจดีย์ในระยะนี้ค่อนข้างสูงเล็กน้อยแล้ว ประการที่สำคัญที่สุดก็คือไม่มีเจดีย์ขนาดเล็กประจำมุมทั้ง 4 ในตอนนี้เราอาจจะเกิดข้อสงสัยขึ้นได้ว่า พระเจดีย์ประจำมุมนั้นหายไปไหนหรือว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงหายไป ในการที่เราจะตอบปัญหานี้ได้นั้น ก็จะต้องพิจารณาถึงการนับถือพระพุทธศาสนาเป็นหลักประกอบดังได้กล่าวมาแล้วว่า ลักษณะการมีซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปทั้ง 4 ทิศก็ดี ในการมีพระเจดีย์ 5 ยอดก็ดี เป็นเรื่องที่นับเนื่องอยู่ในพระพุทธศาสนาคติมหายานทั้งสิ้น แต่พอมาถึงในระยะตอนปลา ยๆ ของพุทธศตวรรษที่ 19 คือ ระยะของพระธาตุเจดีย์วัดพระบวชนี้การนับถือพระพุทธศาสนาหินยานลัทธิลังกาวงศ์ กำลังเจริญรุ่งเรืองในกรุงสุโขทัย และได้เผยแพร่ขึ้นไปทางเมืองเหนือ ในรัชสมัยของพระเจ้ากือนา ซึ่งพระเจ้ากือนาก็ได้เป็นผู้สร้างพระธาตุเจดีย์วัดพระบวช แม้ว่าในตอนนั้นพระองค์ยังดำรงตำแหน่งรัชทายาทอยู่ก็ตามอาจเป็นไปได้ว่าพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์แต่สุโขทัยได้เริ่มฟักตัวขึ้นบ้างแล้วทางเมืองเหนือ ฉะนั้น พุทธศิปคือ พระธาตุเจดีย์วัดพระบวชจึงไม่มีเจดีย์ 5 ยอด และหรือซุ้มจระนำ เหตุผลอย่างนี้ก็อาจจะมีช่องทางที่น่าจะเป็นไปได้อยู่ ซึ่งเป็นการดีกว่าที่จะตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพราะฝีมือช่างเปลี่ยนแปลง

            ในพุทธศตวรรษที่ 20 แท่งสี่เหลี่ยมทึบทรงย่อมุมแบบพระธาตุเจดีย์วัดพระบวชนี้จะเป็นลักษณะประจำในองค์พระธาตุเจดีย์ตลอดมา แม้จะได้รับความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม ก็ยังคงเหลือร่องรอยไว้ให้เห็นอยู่เสมอ เป็นต้นว่า พระธาตุเจดีย์ที่วัดปงสนุก พระธาตุเจดีย์ธาตุเขียว และแม้แต่พระธาตุเจดีย์ที่วัดแสนเมืองมา ตรงแนวเดียวกับวัดเจดีย์หลวง ไปทางทิศเหนือของเมืองเชียงแสน ริมถนนสายที่ 1 แม้ว่าส่วนบน จะเป็นเจดีย์รูปทรงแปดเหลี่ยมเหนือวัดเจดีย์หลวง แต่ส่วนกลาง ยังคงรักษาแท่งสี่เหลี่ยมทึบทรงสูงย่อมุมแบบพระธาตุเจดีย์วัดพระบวชอยู่ ไม่มีซุ้มจระนำ และเจดีย์ขนาดเล็กประจำมุมทั้ง 4 ด้วย พระธาตุเจดีย์ที่มีแท่งสี่เหลี่ยมทึบทรงสูงย่อมุมไม่มีซุ้มจระนำตรงส่วนกลาง และเหนือส่วนนี้ขึ้นไปคือ ส่วนบนเป็นเจดีย์รูปทรงแปดเหลี่ยมแบบพระธาตุเจดีย์วัดเจดีย์หลวงนั้น มีอยู่อีกองค์หนึ่งบนดอยลูกเดียวกันกับพระธาตุเจดีย์จอมกิตติตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกขององค์พระธาตุเรียกกันว่า วัดจอมแจ้ง

            ประมาณพุทธศตวรรษที่ 21 มีพระธาตุเจดีย์วัดพระเจ้าล้านทองขึ้นอีกแบบหนึ่ง ถึงแม้ว่าในจะเป็นแบบใหม่ในศตวรรษนี้ แต่เราย่อมเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แท่งสี่เหลี่ยมทรงสูงทึบย่อมุมนั้นถูกลดฐานะลงไปให้เป็นส่วนฐาน รองรับองค์เจดีย์ส่วนบนเสียแล้ว พร้อมกันนั้นก็ขยายให้กว้างออก และกลับมีเจดีย์ขนาดเล็กอยู่ประจำมุมทั้ง 4 มีองค์เจดีย์ใหญ่อยู่ตรงกลาง ลักษณะพระธาตุเจดีย์แบนี้เราอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการทวนกลับไปสู่ตอนต้น คือเอาลักษณะพระธาตุเจดีย์แบบเดิมมาปรับปรุงขึ้นใหม่ในสมัยของตน แต่กระนั้นก็ไม่มีซุ้มจระนำประดิษฐานองค์พระพุทธรูปเลย ประกอบกับในระยะนี้ พระเจ้าติโลกราชทรงส่งเสริมพระบวรพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือยิ่งขึ้นในทางเมืองเหนือเป็นอันมาก พระองค์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกในการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8  การฟื้นฟูพุทธศิลปะในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราชะนี เห็นได้ว่า พระองค์ทรงนิยมพุทธศิลป์แบบเดิมคือพุทธศิลปะที่มีอิทธิพลปาละนั่นเอง เราอาจกล่าได้ว่า รัชสมัยของพระองค์นั้นเป็น  RENAISSSANCE ศิลปกรรมทางเมืองเหนือ ลักษณะพระธาตุเจดีย์เป็นต้นว่า พระธาตุเจดีย์วัดเจ็ดยอด หรือพระธาตุเจดีย์วัดเจดีย์หลวงที่เมืองเชียงใหม่นั้น ก็ได้แบบอย่างมาแต่ประเทศอินเดีย โดยพระองค์ส่งนายช่างไปถ่ายแบบมาทำขึ้น ฉะนั้น ย่อมไม่เป็นปัญหาเลยว่า ทำไมพระธาตุเจดีย์วัดพระเจ้าล้าทองจึงมีพระเจดีย์ขนาดเล็กประจำมุมทั้ง 4 รวมเป็น 5 องค์กับทั้งเจดีย์ที่อยู่ตรงกลาง การฟื้นฟูศิลปะในสมัยพระเจ้าติโลกราชนั้น มิใช่มีเฉพาะเพียงแต่โบราณสถานอย่างเดียวก็หาไม่ ในเรื่องของพระพุทธรูปเองเราก็จะพบเห็นพระพุทธรูปที่นั่งขัดสมาธิเพชร ชายจีวรนั้นเหนือพระถัน พระรัศมีเป็นต่อมกลมหรือดอกบัวตูมและฐานก็เป็นบัวคว่ำบัวหลายมีเกสรรองรับ ซึ่งลักษณะแบบนี้ก็คืออิทธิพลศิลปะแบบปาละอันมีอยู่แต่เดิมนั่นเอง แต่พร้อมกันนั้นลักษณะของความเป็นพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์อันสืบต่อมาจากกรุงสุโขทัย ก็มิได้ศูนย์หายสลายตัวไปแต่อย่างใดเลย ยังคงมีความเจริญควบคู่กันไปเช่นกัน

            นับตั้งพุทธศตวรรษที่ 22 เป้ฯต้นไป พระธาตุเจดีย์ในเมืองเชียงแสนมีความเปลี่ยนแปลงรูปทรงไปสู่ความยุ่งยากมากขึ้น ทั้งนี้อาจะเป้ฯการสืบเนื่องมาจากสาเหตุ 2 ประการ คือความก้าวไปอย่างไม่หยุดยั้งของช่างศิลปะที่จะผลิตศิลปะอันเป็นผลงานของตนออกมาให้วิจิตรพิสดารยิ่งขึ้น ฉะนั้นจึงทำให้พระธาตุเจดีย์มีองค์ประกอบของเส้นในทางสถาปัตยกรรมยุ่งยากยิ่งขึ้น อีกประการหนึ่งอาจเป็นไปได้ว่าในระยะนี้ทางเมืองเหนือได้ตกอยู่ในอำนาจของพม่าการได้รับอิทธิพลภายนกเข้ามาสู่ในฝีมือช่างของตนนั้นทำให้มีการเปลี่ยนแปลงไปก็ได้  ด้วยเหตุทั้งสอประการนี้เองทำให้เราอาจจะกล่าไว้ว่าศิลปกรรมในเมืองเชียงแสนราวพุทธศตวรรษที่ 22 ล่วงมานั้นปราศจากความเป็นเอกเทศในความเป็นตัวของตัวเองหรือว่าปราศจากความเป็นอิสระ พระธาตุเจดีย์อันเป็นประจักษ์พยานต่อผลงานทำนองนี้ก็คือ พระธาตุเจดีย์วัดผ้าขาวป้านและพระธาตุเจดีย์วัดพระยืนเป็นต้น บางทีอาจจะเป็นพระธาตุเจดีย์จอมกิตติด้วยก็ได้